Showing posts with label แรงบันดาลใจ. Show all posts
Showing posts with label แรงบันดาลใจ. Show all posts

Friday, August 12, 2016

เรียนฟรีมีเงินเดือนอีก 1 ทางเลือกของคนที่กำลังจะจบ ม.6

แนะแนวการสอบเข้าโรงเรียนทหารสำหรับน้องๆ ที่กำลังจะ ม.6
การเรียนในระดับมัธยมปลาย ม.4-6 คงเป็นช่วงเวลาของของสนุก ในช่วงเวลาของวัยรุ่นตอนปลาย ที่ปนด้วยความเครียดจากการเรียนและความสนุกตามวัยที่น่าจดจำหลายๆ อย่าง แตกต่างกันออกไป ตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละคน หรือครอบครัว หรือ โรงเรียน
แน่นอนส่วนใหญ่ที่เรียนในโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพ หรือปริมนฑล หรือจังหวัดใหญ่ๆ สถาบันดังๆ ที่มีชื่อเสียง เช่น โรงเรียนเตรียมอุดม หรือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนเทพสตรี หอวัง ฯลฯ 80 % น่าจะมุ่งเป้าหมายไปที่มหาวิยาลัย ชื่อดัง เช่น จุฬา หรือ ธรรมศาสตร์ ในสาขาที่ได้รับความนิยม เช่น แพทย์ วิศวกร หรือ นักบิน เป็นต้น
แน่นอนว่าการแข่งขันที่สูง จึงต้องมีการเตรียมการติววิชาการตั้งแต่ เนิ่นๆ และตั้งใจเรียน และวางโปรแกรมอ่านหนังสือ ทบทวนวิชาการกันอย่างเป็นระบบ จึงจะสามารถผ่านเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยดีๆ ตามที่มุ่งหวังและตั้งใจไว้
สำหรับทางเลือกที่น่าสนใจ บางส่วนที่จำเป็นด้วยปัจจัยด้านการเงิน แน่นอนว่าการเรียนในระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องใช้เงินค่าเทอม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ค่าที่พัก ค่าหอ ถ้ามาจาก ตจว. ค่าใช้จ่ายประจำวันต่างๆ ดังนั้น 4 ปี ในรั่วมหาลัย ก็คงเป็นเงิน หลัก หลายแสน หรือหลักล้าน ได้เหมือนกัน
การตัดสินใจหันเหทางเดินไปที่ หลักสูตรทางทหาร ในระดับที่จบการศึกษา จาก ม.6 มี 2 ระดับด้วยกันคือ
เครดิตภาพ: http://rtanc.ac.th/

รายละเอียด 

1 ระดับเทียบเท่ามหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียน 4-6 ปี ทุกเหล่าทัพ บก เรือ อากาศ ตำรวจ ทั้งหญิง และชาย
มีอะไรบ้าง ครับ

  • โรงเรียนนายร้อยตำรวจหญิง สามพราน จว.นครปฐม
  • หลักสูตร พยาบาลกองทัพบก เรือ อากาศ และตำรวจ
  • หลักสูตร แพทย์ทหาร วิทยาลัยพระมงกุฏ รับทั้งหญิงและชาย 

การสอบมีทั้งรับตรง และสอบผ่านระบบ Admission ของระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ข้อดี
เรียนฟรี พักฟรี มีเงินเดือน และค่าชุดให้ระหว่างเป็นนักเรียน
เรียนจบ บรรจุ แต่งตั้งยศ ระดับสัญญาบัตร และ เลือกรับราชการในหน่วยของเหล่าทัพต่างๆ ทั่วประเทศ

ระดับที่ 2 เป็นระดับนายสิบ หรือระดับประทวนของทุกเหล่าทัพ
คุณวุฒิ ม.6 ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรของนักเรียนชาย ใช้เวลาเรียน 1-2 ปี โดยประมาณ

  • กองทัพบก นักเรียนนายสิบ
  • กองทัพเรือ นักเรียนจ่าทหารเรือ 
  • กองทัพอากาศ นักเรียนจ่าอากาศ
  • ตำรวจ โรงเรียนนายสิบตำรวจ 


ข้อดี
เรียนฟรี พักฟรี มีเงินเดือน และค่าชุดให้ระหว่างเป็นนักเรียน
เรียนจบ บรรจุ แต่งตั้งยศ ระดับประทวน และ เลือกรับราชการในหน่วยของเหล่าทัพต่างๆ ทั่วประเทศ


บทสรุป 

จะเห็นว่าหลักสูตรทางทหาร จะเหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัด หรือมีงบไม่จำกัด แต่ใจรักอาชีพทหารก็มี ข้อดีหลักๆ คือไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีเงินเดือนด้วยระหว่างการศึกษา เรียกว่า ประหยัดสุดๆ ไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่ทางบ้านสักบาท เผลอๆ อาจจะมีเงินเก็บส่งให้พ่อแม่ด้วย

ส่วนข้อเสีย
เป็นที่ทราบกันดีว่า อาชีพทหาร หรือหลักสูตรทางทหาร จะจำกัด สิทธิ และเสรีภาพ ทางกายและจิตใจ มากกว่า หลักสูตร ในมหาลัยเปิด หรือปืด ของรัฐและเอกชน ทั่วไป แบบ หน้ามือ หลังมือ
ส่วนจะแตกต่างกันขนาดไหน คงวัดออกมาเป็นตัวเลขเชิง สถิติ หรือเปรียบเทียบลำบาก แต่เอาเป็นว่า ต่างกันลิบลับ แน่นอน
ดังนั้น หากน้องๆ เป็นพวกชอบ slow life ไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ชอบการทำอะไรตามกฏ ตามระเบียบ กติกาที่กำหนดมากนัก มหาวิทยาลัย คือทางเลือกที่น้องๆ ต้องไป ส่วน สายทหาร อย่าเสียเวลาครับ


" ประสบการณ์ และความรู้บางอย่าง การบอกเล่าหรือถ่ายทอด ทางตัวอักษร หรือคำพูด ก็ยากที่จะรับรู้และเข้าใจได้ ต้องเจอและสัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น "

Sunday, August 7, 2016

ครั้งหนึ่งของชีวิตในรั่วโรงเรียนเสนาธิการทหารบก CGSC87177

ในรั่วโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 87 ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันปี 2559 ผ่านมา 7 ปี แล้ว พึ่งจะมีโอกาสได้เขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมา
วัตถุประสงค์ : เพื่อบอกเล่าถึงความภูมิใจของชิวิตที่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาในสถาบันทางทหารแห่งนี้ฯ
กลุ่มเป้าหมาย : น้องๆ NCO และผู้สนใจทั่วไป
วลีฮิต : ส่งงานให้ครบ เคารพอาจารย์ ออกนอกอาคารให้สวมหมวก จบแน่นอน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมี นทน.ไม่จบเพราะสอบตก แต่มีตกเพราะความประพฤติไม่ดีมากกว่า



เกี่ยวกับโรงเรียนเสนาธิการทหารบก
Website โรงเรียนเสธฯ http://cgsc.ac.th/

สถาบันทางทหาร : สำหรับฝึกอบรมความรู้ทางทหาร ในระดับกลาง ให้พร้อมออกไปปฏิบัติหน้าที่ในระดับ ผบ.หน่วย และฝ่ายเสนาธิการของหน่วย ในกองทัพบกไทย
ที่ตั้ง : ภายในกรมยุทธศึกษาทหารบก ถ.เทอดดำริ แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต  กทม.ฯ
คุณสมบัติผู้เข้ารับการศึกษา : แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารโรงเรียนนายร้อย โดยตรง กลุ่มนี้ เดิมจะมีการสอบแข่งขันเข้ารับการศึกษา แต่ปัจจุบัน ยกเลิกระบบการสอบ เนื่องจากเหตุผลบางประการ จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าปัจจุบัน ไม่มีการสอบ คือรับเข้ารับการศึกษาทั้งหมดตามสิทธิ และตามรุ่น
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้จบจากสถาบันหลักฯ โดยตรง เช่นเลื่อนฐานะ และสอบบรรจุจากพลเรือน เป็นต้น ซึ่งกองทัพบกเปิดโอกาสให้สอบเข้ารับการศึกษา ประมาณ 20-25% ของหลักสูตร กลุ่มนี้ต้องสอบคัดเลือกเข้ารับการศึกษา
ซึ่งตัวผู้เขียนเอง ก็เป็นอีก NCO คนหนึ่งที่ต้องสอบและผ่านเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร เช่นกันในชุดที่ 87 โดยจำได้ว่าได้รับรหัสการศึกษา เป็น CGSC 87177 ซึ่งหมายถึง ชุดที่ 87 ปี เลขที่ 177
คุณสมบัติเพิ่มเติม คือชั้นยศ พ.ต.-พ.ท. อายุไม่เกิน 40 ปี ในปีที่เข้ารับการศึกษา
หมายเหตุ ยศร้อยเอก ก็สามารถสมัครเข้ารับการศึกษาได้ แต่ต้อง ครองยศ ร้อยเอกมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี

การปรับตัว 

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชินคือการปรับตัวในฐานะนักเรียนใหม่ สถานที่แห่งใหม่ ห้องเรียนใหม่ๆ และเพื่อนๆ ร่วมห้องเรียนใหม่ๆ ซึ่งมีมาจากทุกหน่วยทั่วประเทศ
โรงเรียนเสธ ฯ สอนอะไร ด้านวิชาการนะครับ เรื่องการทำหน้าที่นายทหารฝ่ายอำนวยการ หรือฝ่ายเสนาธิการของกองทัพบก ซึ่งอธิบายด้วย ดาว 5 แฉก ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจ หรือแก่นของฝ่ายเสธฯ

  • การหาและให้ข้อมูลข่าวสาร 
  • ทำประมาณการ หรือวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร 
  • ทำข้อเสนอต่อผู้บังคับบัญชา
  • การจัดทำทำแผนและคำสั่ง
  • การกำกับดูแล
ซึ่งจะมีการเรียนวิชาฝ่ายอำนวนการคือการทำหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ของทหารในกองทัพบก จะแบ่งออกเป็น ฝ่ายกำลังพล ฝ่ายการข่าว ฝ่ายยุทธการ ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ฝ่ายกิจการพลเรือน ฝ่ายปลัดบัญชี เรื่องการเงินและการงบประมาณ

ที่พักนักเรียนในโรงเรียนเสธฯ

อาคารที่พักนักเรียนภายในกรมยุทธศึกษาทหารบก จำนวน 4 ชั้นด้วยกัน ใน 1 ห้องจะแยกสัดส่วนออกเป็น 2 ห้อง และ 1 ห้องโถง ใช้เป็นที่ทานข้าว และฝึกฝนตนเองในการทบทวนเนื้อหา 
การพักจะจับกลุ่มกันพัก จำนวน 4 คน/ห้อง มีเตียงและที่นอนให้ สิ่งที่ต้องหาไปเองคือ ผ้าปู ผ้าห่ม หมอน มุ้ง และของใช้ส่วนตัว 
ในห้อง มีพัดลม ไม่มีแอร์ และนโนบายของ รร.เสธฯ คือ ไม่อนุญาติให้ใช้แอร์ในห้องพัก เพื่อฝึกความอดทนกับธรรมชาติ 
การกิน 
ระหว่างการศึกษา มื้อเที่ยงทางโรงเรียนมีงบประมาณ และจัดเลี้ยงฟรี ทานร่วมกันที่ โรงเลี้ยง นั่งเป็นโต๊้ะตามสะดวกประมาณ 8-10 คน สามารถยกมือขอรับอาหารและข้าวเพิ่มได้ไม่จำกัด 
ส่วนมื้อเช้าและมื้อเย็น เป็นหน้าที่ของ นายทหารนักเรียนจะบริการตนเอง 
รปจ.การเรียน 
  • 0800 รวมแถวเคารพธงชาติ ชี้แจงข้อมูลข่าวสาร 
  • 0830 เริ่มต้นการเรียนวิชาการ 
  • 1200 พักทานกลางวัน
  • 1300 เรียนภาคบ่าย 
  • 1700 จบการเรียน เวลาส่วนตัว กลับที่พัก ออกกำลังกาย ฝึกฝนตนเอง ฯลฯ
  • เสาร์อาทิตย์ หยุด กลับบ้าน ตจว.หรือจับกลุ่มติวที่ห้องถ้ามีสอบ 

หลังเวลาผ่านไปสัก 3 เดือน ก็เริ่มปรับตัวได้ และคุ้นเคยกัน รู้จักกัน รู้นิสัยส่วนตัวของแต่ละคนมากขึ้น ใครเก่งอะไร ใครถนัดอะไร ใคร ego ใคร Friendly ใครบลาๆๆๆๆ 
บรรยากาศการเรียนของโรงเรียนเสธฯ 

เป็นการเรียนที่เข้มข้น สนุกและทุกข์ในเวลาเดียวกัน หลายวิชาที่ผมไม่มีพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ มันช่างขมขื่นและผ่านไปอย่างทรมานหรือเกิน เช่น การจัดหน่วยทำการรบ การเขียนประมาณการข่าวกรอง การประมาณการยุทธ การเขียนแผนที่สถานการณ์ ฯลฯ  

แต่ถ้าเป็นวิชาการแนวที่ผมถนัด เช่น ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันช่างเป็นอะไรที่กล้ายๆ จริงๆ 555 แบบว่าเรียนไปขำไป ยิ่มไป 
การสอบแข่งขัน มีผลต่อการจัดอันดับตอนจบการศึกษา และการเลือกตำแหน่งที่ลงรับราชการด้วย ส่วนใหญ่จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดการแข่งขัน และดูจริงจังในตัวของผู้เรียนที่ต้องการอันดับดีๆ เพื่อโอกาสได้เลือกตำแหน่ง ในหน่วย หรือจังหวัดที่ตัวเองต้องการจะอยู่ เรียกว่าตัดสินอนาตคกันทีเดียว กลุ่มนี้ จะไม่เคยหลับในห้อง และจะใช้เวลาหลังเรียนทบทวนและติวเนื้อหากันตลอดเวลาที่เรียนในโรงเรียนเสธ 
อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่เป็นพวก Slow Life แบบว่าอะไรก็ได้ ที่ไหนในประเทศไทย ขอให้ได้รับราชการและมีเงินเดือนก้ OK แล้ว กลุ่มนี้ ปรัชญาการเรียนก็จะออกแนว สบายๆ ขำๆ เรียนให้ครบ เรียนให้จบ จบไปแล้วค่อยว่ากันอีกที 

จิตอาสา 

นายทหารนักเรียนในชุดของผม 87 ก็จะมีหลายท่านที่ผมไม่อยากจะเอยนาม แต่ยังคงระลึกถึงและขอบคุณเสมอๆ ในเรื่องของวิชาการ ที่จัดทำสรุปวิชาการ ในรูปแบบของแผนผังความคิด หรือ Mind Map สำหรับส่วนรวมในการท่องและทบทวนก่อนการสอบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนนายร้อยหัวกะทิที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ พ่วงปริญญาตรีโทเอกจากยุโรป ออสเตรเลีย เยอรมันหรืออเมริกา เป็นต้น 


การทัศนศึกษาและการดูงาน 

แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดูงานของกองทัพภาคต่างๆ ในประเทศ เหนือ ใต้ ออก ตก อีสาน กลาง ปริมณฑล และแถมประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป. ลาว 

เป็นช่วงเวลาที่สนุก และได้รับความรู้และประสบการณ์ทีดีหลายๆ อย่างๆ 

การดูงานต่างประเทศ 

เพื่อเปิดโลกทัศน์ ความรู้และประสบการณ์ของ นทน.เสธฯ เพราะว่าบางคนอาจจะไม่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเลยสักครั้งในชีวิตว่างั้น ทางโรงเรียนก็เลยถือเอาโอกาสนี้ซะเลย ฯบรรจุเข้าในแผนศึกษาประจำปีด้วยเลย 
ในส่วนที่ผมมีโอกาสไปคือไปที่ประเทศ ออสเตรเลียครับ ประมาณ 7 วัน ก็จะเป็นการดูงาน ที่ โรงเรียนเสฯาธิการออสเตรเลีย เป็นการรับฟังการบรรยายสรุป หลักสูตรโรงเรียนเสธ ออสเตรเลีย เทียบกับ โรงเรียนเสธไทย ด้วยความเคารพ ตอนนี้ ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่ามันต่างกันตรงไหนแล้ว 

การบันทึกข้อมูลและการฝึกฝนการขีดเขียน เป็น Good Habit ที่ นทน.เสธฯ จะต้องฝึกฝนและทำเป็นกิจวัตร ทางสถาบันฯ จึงกำหนดให้ มีการสรุปข้อมูล และภาพประกอบ ของแต่ละแห่ง หรือแต่ละกิจกรรมที่พวกเราไปทัศนศึกษาดูงาน ส่งทุกครั้งและคิดเป็นคะแนน รวมตอนจบการศึกษาด้วย 
เวลาผ่านไป ไวๆๆ
จบการศึกษาดีกว่า

จบการศึกษาด้วยคะแนนดีมาก เป็นลำดับที่ 57 ของชุด เลือกรับราชการในตำแหน่ง ประจำแผนกกองข่าว หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ อ.เมือง จ.ลพบุรี ในปี 2553 
เริ่มต้นชีวิต ฝสธ.ใหม่ ฝ่ายข่าว ฯ
งานใหม่ ประสบการณ์ใหม่ๆ แต่อยู่ในรั่วรบพิเศษ หมวกแดง เหมือนเดิม ก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก 


มีอะไรไที่น่าจดจำ ครั้งหนึ่งในชีวิตของ NCO คนหนึ่งที่ได้รับโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รู้สึกระลึกถึงและขอบคุณ ไมตรีจิตจาก นทน.นักเรียนในชุด ความรู้และประสบการณ์อันมีค่าในการทำงาน การใช้ชีวิต จากสถาบันฯ แห่งนี้ 


สุดท้ายถ้ามีคนอ่านจบ หวังว่าบทความแนว Inspiration บทนี้จะเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ สำหรับน้องๆ NCO ที่สนใจในการสอบเข้าเรียน โรงเสียนเสธ ทบ. หรือผู้สนใจทั่วไป ได้รับความรู้และแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง ต่อไป
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามอะไร ก็ยินดี สามารถ Post ความเห็นหรือคำถามไว้ใต้บทความครับ
Thank you ครับ!!!!

Wednesday, April 29, 2015

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านการทดสอบเป็นสมาชิกใหม่ รบพิเศษ

ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ทุกท่าน ที่ผ่านการทดสอบการคัดเลือก เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของ หน่วยรบพิเศษทุกท่าน นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของทุกคน ในเส้นทางหรือ ทางเดินของนักรบพิเศษ ต้องมีอะไรท้าทาย ศักยภาพและความสามารถ ให้ทำให้ทดสอบกันอีกมาก เช่น หลักสูตร ปรับพื้นฐาน หลักสูตรร่ม หลักสูตรจู่โจม และ ฝึกระเบียบวินัยและร่างกาย อื่นๆ
ส่วนน้องๆ ที่พลาดหวัง ก็อย่าพึ่งหมดกำลังใจ หากยังรักและมีความมุ่งหวังที่จะเดินทางสายอาชีพนี้อีก ก็คงต้องพิจารณาและทบทวนตัวเองให้ดี ว่าเราอ่อนหรือต้องแก้ไขจุดไหน เช่น ด้านร่างกาย ด้านวิชาการ ด้านการปฏิบัติ ที่จะต้องเสริม หรือเพิ่มให้มีความพร้อมมากขึ้น ก็ต้องลองประเมินตนเองดู ครับ
โอกาสหน้าปีหน้า รุ่นที่ 5 อาจจะเป็นรุ่นสุดท้าย ที่จะทิ้งทวนและเปิดรับโดยตรงของหน่วยรบพิเศษ ในปี 59 ก็ขอให้ฟิตซ้อมร่างกาย และติดตามข่าวสารการรับสมัครในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ต่อไป
สำหรับรายชื่อคนสอบผ่านทั้งตัวจริงและอะไหล่ รวมทั้งรายละเอียด กำหนดการรายงานตัว การทำสัญญา สามารถติดตามที่เว็บไซต์ของ หน่วยรบพิเศษโดยตรง
http://www.swcom.mi.th/

รบพิเศษ เน้นความแข็งแรงของร่างกายก่อนเป็นลำดับแรก ง่ายๆ ว่า ตกทดสอบร่างกาย ท่าใดท่าหนึ่ง ก็ต้องเชิญออกจากการคัดเลือก ก่อนทันที่

ดังนั้น จึงอยากบอกว่า การดึงข้อ การวิ่ง การว่ายน้ำ ไม่สามารถสร้างหรือ แข็งแกร่งได้ในเวลาสั้นๆ แค่ 1 เดือน หรือ 2 เดือน แต่อาจจะมากกว่านั้น เป็น ุ6 เดือน หรือ เป็นปี
และวิทยาศาสตร์การกีฬา ก็มีความสำคัญมากๆ เช่น ฟิตเนส หรือ ครูสอนเทคนิคการว่ายน้ำ เป็นต้น
ส่วนวิชาการ ก็สำคัญ แต่ก็รองลงมาครับ
เนื้อหาก็ มัธยมปลาย

Friday, May 18, 2012

โรงเรียนสงครามพิเศษในความทรงจำ

สวัสดีครับ ทุกท่าน วันนี้ผมได้มีโอกาสมาแนะนำการเขียนเว็บไซต์ด้วย Joomla ให้กับกำลังพลของโรงเรียนสงครามพิเศษ นับตั้งแต่ปรับย้ายหน่วยออกไปเมื่อปี 2551 (ปรับประจำ รร.สธ.ทบ.) และกลับมารับราชการใน นสศ. อีกครั้ง ก็พึงมีโอกาสกลับมาตอบแทนบุญคุณของสถานศึกษาแห่างนี้ ที่ถือว่าเป็นแหล่งกำเนินของทหารพลร่ม และเป็นเบ้าหลอมของนักรบพิเศษไทย
หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มีทั้งที่พัฒนาขึ้น คงที และเสื่อมไปตามกาลเวลา
เจ้าพ่อเอราวัญ ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิที่พลร่มและกำลังพลของหน่วยให้ความเคารพ สักกการะ เสมอมา ไม่เปลี่ยนแปลง
เครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องช่วยฝึกสถานี การปฏิบัติบน บ. และสถานีการฝึกต่างๆ ยังคงมีเช่นเดิม เช่นเดียวกับโรงเก็บบอลลูน ที่ผมถือว่าเป็นแหล่งพัก แหล่งฝึกของพลร่ม ทุกคนที่มาเข้ารับการศึกษาจากหน่วยนี้ แต่ว่าเป็นโรงบอลลูนที่ว่างเปล่า ไม่มีบอลลูนที่สามารถใช้งานได้เช่นในอดีต
ครูฝึก ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนๆ มีการเปลี่นแปลงไป ตามวงรอบ ครูดา ครูต่าย ครูเต๋อ และ ครูจ้อน ครูหมู ทราบว่ายังอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ก็คิดถึงครูและวันเวลาเก่าๆ นะครับ อยากบอกว่า ไม่เคยลืม และจดำเสมอ มีเวลาคงได้คุยกัน ปารืตี้กันบ้างนะครับ
วันเวลาผ่านไป แต่เชือไหมว่า ในมุมของผม โรงเรียนสงครามพิเศษ น่าจะมีการพัฒนาทีดีขึ้นกว่านี้ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้าน ครูอาจาร์ หรือบุคคลากร นะครับ ซึ่งคงต้องการปรับปรุงพัฒนาอีกมาก เพื่อให้เป็นแหล่งการศึกษาที่เก่งที่สุดของรบพิเศษไทย เอเซีย หรือของโลกครับ อยากจะเห็น แต่ไม่มีบทบาทและอำอาจหน้าที ที่จะเสนอแนะหรือทำได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยหน่วยเดิมของเรากันให้มากๆ อย่างน้อยจบไปแล้วก็ได้ดิบได้ดีก็อย่าลืมหันมาเหลี่ยวแลโรงเรียนสงครามพิเศษ แห่งนี้บ้างนะครับ
เรื่องเปิดหลักสูตรการฝึกศึกษา ก็คงเปิดตามปกติเช่นเดิม มีร่ม รบพิเศษ ปจว. ทางน้ำ แทรกซึมฯ และพิเศษ อื่นๆ

Saturday, October 24, 2009

ดูหนัง Saving Private Ryan

อีกหนึ่งหนังสงครามที่คนเป็นทหารต้องดู ถ่ายทอดความโหดร้ายและมุมมองของสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านแผ่นฟิมล์ ซึ่งนำแสดงโดยพระเอกยอดนิยมอย่าง TOM HANKS นั้นเอง เป็นเรืองของการตามหาพลทหารคนหนึ่งที่เป็นพลร่ม แล้วกระโดดร่มลงพลัดหายไปในสมรภูมิ โดยพี่ชายของเขาพลทหารคนดังกล่าว เสียชีวิตจากการรบทั้งสองคน ดังนั้นทางการจึงไม่ต้องการให้พี่น้องคนสุดท้องคือพลทหาร Ryan เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในการรบได้อีก จึงมีคำสั่งให้จัดทีมค้นหาพลทหาร Ryan โดยมีพระเอกของเรื่องคือ TOM HANKS เป็นหัวหน้าทีม ติดตามภารกิจของพวกเขาในการค้นหาและติดตามหาพลทหาร Ryan ว่าจะสำเร็จหรือไม่

World War II was a pivotal event of the 20th century and a defining moment for America and the world. It shifted the borders of the globe. It forever changed those who lived through it, and shaped generations to come. It has been called "the last great war."

Nothing could have prepared the soldiers at Omaha Beach for the battle they are about to wage. Filled with hope and resolve, none of them knows if they will survive the small strip of beach ahead of them. As his eyes scan the Normandy coast, Captain John Miller (TOM HANKS) believes that getting himself and his men past the gauntlet is the greatest challenge he has faced in the war. But his most difficult task still lies ahead.


Even as the Allied forces begin to get a foothold at Omaha, Miller is ordered to take his squad behind enemy lines on a dangerous mission to find and retrieve one man: Private James Ryan (MATT DAMON). The youngest of four brothers, Ryan is the last survivor, the other three having all been killed in action within days of one another.

As the squad pushes deeper into enemy territory, Captain Miller's men find themselves questioning their orders. Why is one man worth risking eight... why is the life of this private worth more than their own?

Amid the chaos and terror of those days in early June 1944, this remarkable story searches to find decency in the sheer madness of war.

Troy สุดยอดมหากาพย์ตำนานรบของกรีกโบราญ

ประเด็นที่เกี่ยวของ การวางแผนการทัพ ศึกษารูปแบบการสงครามของนักรบตะวันตกในอดีต

เรื่องราวทั้งหมดใน “ทรอย” (TROY) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของ โฮเมอร์ เรื่อง THE ILIAD ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกในยุคเก่าแก่ของซีกโลกตะวันตก โดย วูลฟ์กัง ปีเตอร์เสน นำมาถ่ายทอดลงสู่แผ่นฟิล์ม พร้อมดึงนักแสดงชื่อดังแห่งยุคมาร่วมประชันบทบาท ไม่ว่าจะเป็น แบรด พิตต์ อีริค บานา ออร์แลนโด บลูม และ ไดแอน ครูเกอร์

ความรักระหว่าง เจ้าชายปารีส และ เฮเรน กลายเป็นชนวนเหตุแห่งการล่มสลายของอาณาจักรทรอย เมื่อ เจ้าชายปารีส ลักพาตัว เฮเลน ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหญิงที่สวยที่สุดในยุคนั้นมาจากกษัตริย์ เมเลสัส แห่ง สปาต้า กาลครั้งนั้นถือเป็นการหยามเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก เมเลสัส จึงสั่งการให้ อากาเมมนอน กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจแห่งไซมีเนีย ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายให้รวบรวมชนชาติทุกเผ่าพันธุ์ของกรีก และยกกองทัพไปบุกเมืองทรอยเพื่อแย่งชิงตัว เฮเลน กลับคืนมา

อากาเมมนอน มองเห็นถึงความเกรียงไกรของอาณาจักรทรอย และเจ้าชายเฮคเตอร์ พี่ชายของเจ้าชายปารีส เขาจึงตัดสินใจดึงตัว อคาลิส นักรบหนุ่มฝีมือฉกาจ พร้อมทหารเรือนแสนกรีฑาทัพสู่เมืองทรอยในทันที

Sunday, October 11, 2009

แนะนำหนังดีน่าดู the shooter

เรื่องย่อ the shooter
จ่า Bob Lee Swagger (Mark Wahlberg), อดีตสุดยอดพลซุ่มยิงมือหนึ่งของหน่วยนาวิกโยธินของกองทัพเรือ เป็นอีกหนึ่งในสุดยอดพลแม่นปืนที่สามารถยิงทำลายเป้าหมายในระยะไกลได้อย่างแม่นยำ เขาลังเลที่จะตัดสินใจทิ้งบ้านที่สงบเงียบบนเขาของเขาเพื่อเข้าทำงานให้รัฐบาล ที่มีพันเอก Isaac Johnson (Danny Glover). พันเอก Johnson วิงวอนให้เขาใช้ความสามารถพิเศษของเขาเพื่อช่วยเหลือการป้องกันประธานาธิบดีจากการถูกลอบยิงจากระยะไกล โดยพันเอก Johnson ให้ข้อมูลเมือง 3 แห่งที่ประธานาธิบดีมีกำหนดการเยือน

จ่า Swagger ได้สำรวจและประเมินสถานที่ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเขาพบว่าเมือง Philadelphia เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลอบซุ่มยิงจาก sniper ในระยะไกล เขาได้แจ้งข้อมูลให้กับพันเอก Johnson, และทีมงานเพื่อวางแผนรับมือการลอบสังหารประนาธิบดีในครั้งนี้ แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันเป็นตาลปัตร เมื่อทั้งหมดเป็นแผนการณ์ของพันเอก johnson และทีมงาน เป็นสถานณ์การที่ยุ่งยากและซับซ้อน ขณะที่จ่า Swaggerกำลังทำงานอยู่กับทีมงานของ พันเอก Johnson's agents — รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น — เพื่อสืบหาข่าวเกี่ยวกับพลซุ่มยิง,ผู้ที่ถูกยิงไม่ใช่ประธานาธิบดีแต่เป็น Ethiopian archbishop ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าของประธานาธิบดี. จ่า Swagger ถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่สามารถหลบหนีออกมาได้ มีการออกข่าวไปทั่วประเทศว่าเขาเป็นมือปืนและกำลังหลบหนีการจับกุม ระหว่างการหลบหนีเขาได้พบกับเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษมือใหม่ คือ Nick Memphis (Michael Peña,ซึ่งถูกเขาแย่งปืนและรถขับหนีไป

การตามล่าเขาเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านกาย เขาต้องขับรถเข้าไปหลบในที่บริการล้างรถ และทำแผลที่ถูกยิง ต้องขับรถหลบหนีลงไปในแม่น้ำ Delaware River ขณะที่กำลังถูกไลล่าอย่างหนัก . เขาหลบหนีไปพบกับ Sarah Fenn (Kate Mara), ม่ายสาวอดีตภรรยาของเพื่อนพลซุ่มยิงในสงครามด้วยกัน และเขารอดชีวิตจากการช่วยเหลือของเธอในการผ่าตัดเอาหัวกระสุนออกจากแผลที่ถูกยิง และเธอได้กลายมาเป็นผู้ช่วยของเขาในการสืบค้นหาความจริง ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมดที่แท้จริง

เมื่อทีมงานผู้วางแผนต้องการตัดตอนความลับ จึงอุ้มตัว จนท.พิเศษ และพยายามสร้างเรื่องว่าเขายิงตัวตายเอง แต่โชคดีที่จ่า Swagger มาช่วยเขาไว้ก่อน จากนั้นทั้งสองคนได้ร่วมมือกันเพื่อค้นหาความจริง โดยได้ไปพบกับ ผู้ชำนาญเรื่องอาวุธปืน (Levon Helm) in Athens, Tennessee. จากนั้นได้วางแผนหาตัวมือยิงที่แท้จริง คืออดีตพลซุ่มยิง เพื่อนของพันเอก Colonel Johnson. เมื่อเจอตัวแล้ว ใน Lynchburg, Virginia, เขากลับตัดสินใจยิงตัวตาย หลังจากที่เปิดเผยว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือ archbishop เพื่อไม่ให้พูดถึงเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นโดยสมาชิกวุฒิสภา Charles Meachum (Beatty); ทำให้จ่า Swagger ทราบว่าภารกิจที่เขาเคยทำงานเมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้เพื่อนของเขาเสียชีวิต ก็มีส่วนเกี่ยวโยงและสัมพันธ์กัน ด้วยความช่วยเหลือของ จนท.พิเศษ l Memphis's ทำให้เขาสามารถหลบหนีจากการซุ่มโจมตีโดยการสังหาร ทหารรับจ้างไปกว่า 24 คน

ขณะที่ Sarah ถูกจับตัวเพื่อล่อให้จ่า Swagger ออกจากที่ซ่อน .ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ทำให้เกิดการแลกตัวประกันกัน หลังจากสังหารพลซุ่มยิงที่ซ่อนอยู่และช่วยเหลือ Sarah, จ่า Swagger และ Memphis ได้ยอมมอบตัวกลับ จนท. FBI.

การสอบสวนโดย ผอ.ของ FBI และ หน.อัยการ General present, จ่า Swagger ใช้ปืน rifle ของเขาบรรจุกระสุนและเล็งยิงไปที่พันเอก Johnson แต่กระสุนด้าน.จ่า Swagger อธิบายว่าทุกครั้งที่ออกจากบ้านเขาจะถอดเข็มแทงชนวนออกจากตัวปืน เพื่อไม่ให้สามารถใช้การได้ อย่างไรก็ตามด้วยชั้นเชิงทางกฏหมายที่เหนือกว่าทำให้พันเอก Johnson explains that every time he leaves his house, he takes out all the fireing pins rendering them unable to fire until he returns. Although Swagger is exonerated, Colonel Johnson takes advantage of a legal loophole — the Ethiopian genocide is outside American legal jurisdiction — and walks free. The attorney general approaches Swagger and states that as a law enforcement official, he must abide by the law (he insinuates that if it was the "wild west" it would be appropriate to clean the system with a gun). Afterwards, the Colonel and the Senator plan their next move while at the Senator's vacation house — only to be interrupted by an attack by Swagger. He kills both conspirators, one of the Colonel's aides and two bodyguards, then breaks open a gas valve before leaving. The fire in the fireplace ignites the gas, blowing up the house. The final scene shows Swagger getting into a car with Fenn and driving away.

Saturday, October 10, 2009

Behind Enemy Lines หรือ แหกมฤตยูแดนข้าศึก

Behind Enemy Lines หรือ แหกมฤตยูแดนข้าศึก หนังแนวทหาร สงครามอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูแล้วตื่นเต้นระทึกไปกับภารกิจของ เขา เกี่ยวกับทหารพลร่มหรือนักรบพิเศษ แต่พระเอกของเรื่อง เป็นนักบินขงกองทัพเรือ เมื่อเครื่องบินของเขาถูกข้าศึกยิงตก ขณะปฏิบัติภารกิจสอดแนมถ่ายภาพทางอากาศ ทำให้ต้องสละเครื่องโดยการดีดตัว Eject ออกมา และใช้ร่มชูชีพในการลงสู่พื้นดิน จากนั้นเขาต้องใช้ทักษะและความสามารถของหน่วยรบพิเศษ ในการเล็ดลอดหลบหนี และใช้เครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการหาทิศ จากการอ่าน แผนที่เข็มทิศ หนังถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนการต่อสู้ในลักษณะการเอาตัวรอดของทหารพลร่ม ที่พลัดหลงเข้าไปอยู่หลังแนวของข้าศึกได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ผู้สนใจหาซื้อ เช่ามาัรับชมกันได้ครับ
เรือโท คริส เบอร์เน็ท (โอเว่น วิลสัน) คือสุดยอดนักบินของกองทัพเรือ แต่เขากลับต้องผิดหวัง เนื่องจากสถานะการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างเปราะบาง ทำให้เขาถูกกันให้ห่างจากสิ่งที่เขารู้ดีที่สุด นั่นคือ การบิน F/A -18 สุดยอดเครื่องบินเจ็ทที่ใช้ในการต่อสู้ "เรามีหน้าที่เฝ้าดู ไม่ใช่ต่อสู้" เขาบอกกับ พลเรือเอก ไรการ์ต (ยีน แฮ็คแมน) ซึ่งคิดว่าเบอร์เน็ท ไม่เคยรู้อะไร คือความหมายที่แท้จริงของการเป็นทหาร
ระหว่างปฏิบัติภาระกิจลาดตระเวนในบอสเนีย เบอร์เน็ทถ่ายภาพบางสิ่งที่ไม่ควรจะมีใครเห็น เป็นเหตุให้เครื่องบินถูกสอยร่วงลงมาตกอยู่แดนของศัตรู เบอร์เน็ทพยายามที่จะเอาตัวรอด จากการไล่ล่าอย่างไม่ลดละของตำรวจลับ ที่โหดเหี้ยมไร้ความปราณี และกองทัพศัตรูจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที ไรการ์ตตัดสินใจ ที่จะหลีกเลี่ยงกฎข้อบังคับโลก ที่เขาดำเนินการอยู่ และเสี่ยงหน้าที่การงานของตัวเอง เพื่อปฏิบัติการกู้ชีพนายทหารคนหนึ่ง
ทเว็นตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ภูมิใจเสนอ Behind Enemy Lines ภาพยนตร์สงครามในรูปแบบใหม่ ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง แอ็คชั่น, เอ็ฟเฟ็กที่ทันสมัย, การเมือง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'หัวใจ' งานสร้างของ Davis Entertainment Company กำกับภาพยนตร์โดย จอห์น มัวร์ อำนวยการสร้างโดย จอห์น เดวิส (Dr. Dolittle 2, Heartbreakers, Doctor Dolittle) บทภาพยนตร์โดย เดวิด เวลอซ (Natural Born Killers) และ ซาค เพ็นน์ (X2 หรือ X-Men 2, Inspector Gadget, Last Action Hero) จากเรื่องของ เจมส์ โธมัส และ จอห์น โธมัส (Mission to Mars, Wild Wild West, Predator) บริหารงานสร้างโดย สเตฟานี ออสติน และ วิค ก็อดเฟรย์
Behind Enemy Lines นำแสดงโดย โอเว่น วิลสัน (The Haunting, Shanghai Noon, Meet the Parents, The Royal Tenenbaums) และ ยีน แฮ็คแมน (The Replacements, Crimson Tide, The French Connection) ร่วมแสดงด้วย โจอาควิม เดอ อัลเมด้า (Desperado, Only You) รับบท พลเรือเอกล พิเคว็ต แห่ง NATO ผู้เกรงว่า การกู้ชีวิตเบอร์เน็ท จะเป็นการทำลายสันติภาพอันเปราะบาง, เดวิด คีธ (U-571, Men of Honor) ในบท มาสเตอร์ ชีฟ โอ'มัลลีย์ นายทหารมือขวาของไรการ์ต, โอเลค ครูป้า (Thirteen Days, Blue Streak) ในบท โลคาร์ หัวหน้าพลร่มชาวเซิร์บ ผู้นำในการไล่ล่าเบอร์เน็ท, เกเบรียล มาชท์ (The Object of My Affection, American Outlaws) ในบท สแต็คเฮาส์ เพื่อนนักบินของเบอร์เน็ท และ ชาร์ลส มาลิค ไวธ์ฟิลด์ เป็น ร็อดเวย์ นายทหารยศสิบเอกที่ร่วมในปฏิบัติการช่วยชีวิต โดยมี นาวาเอก เดวิด เคนเนดี้ อดีตนายทหารเกษียณอายุ แห่งกองทัพเรือสหรัฐ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคของภาพยนตร์


ทีมงานของ Behind Enemy Lines ประกอบด้วย สำหรับผู้ออกแบบฉาก นาธาน โครว์เลย์ (Insomnia), ผู้ตัดต่อ พอล มาร์ติน สมิธ (Star Wars: Episode I - The Phantom Menace, Titan A.E.), ผู้ถ่ายภาพ เบรนแดน กาลวิน (Far and Away), ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ ดอน เดวิส (Jurassic Park III, Valentine, The Matrix Reloaded)
ขอขอบคุณที่มาของภาพและเนื้อหาประกอบจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/behindenemylines/bel.html

อยากประสพความสำเร็จในชีวิต

คนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีคุณธรรมชื่อ จักร ๔ คือ
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ คือ เลือกที่อยู่ที่เหมาะสม
๒. สัปปุริสูปัสสยะ คือ เลือกเสวนากับคนดี
๓. อัตตสัมมาปณิธิ คือ ตั้งตนให้ถูกวิถี
๔. ปุพเพกตปุญญตา คือ มีทุนดีได้เตรียมไว้ทุนดีคือสติปัญญา ความถนัดและร่างกายดีทำให้สามารถก้าวสู่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้น
หลักความสำเร็จที่จะนำบุคคลไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการนั้นๆได้แก่ อิทธิบาท ๔
๑. ฉันทะ มีใจรักพอใจที่จะทำสิ่งนั้น
๒. วิริยะความพากเพียร ขยันหมั่นประกอบกระทำสิ่งนั้นด้วยความพยายาม
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ใช้ความคิดเรื่องนั้นบ่อยๆ
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาสอบสวนหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ
ที่มา http://socialscience.igetweb.com/index.php?mo=3&art=13790

ขอให้มีแรงจูงใจ

สำหรับพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆทุกคน ได้ลองสำรวจตัวเราเองเป็นความรู้และวิทยาทาน เป็นสิ่งสำคัญเป็นบันใดสู่ความสำเร็จตามที่เราคาดหวังไว้ ทำความเข้าใจกับแรงจูงใจ สร้างแรงจูงใจของเราให้เกิด แล้วเดินไปตามแรงแรงจูงใจของเราไปสู่จุดหมายปลายทางตามที่เราหวังไว้ ขออวยพรให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้จบจงประสพความสำเร็จในสิ่งที่หวังทุกคน
แรงจูงใจ (อังกฤษ: motive) เป็นคำที่ได้ความหมายมาจากคำภาษาละตินที่ว่า movere ซึ่งหมายถึง "เคลื่อนไหว (move) "
 

 บทนำ
แรงจูงใจ (Motivation) คือ สิ่งซึ่งความคุมพฤติกรรมของมนุษย์ อันเกิดจากความต้องการ (Needs) พลังกดดัน (Drives) หรือ ความปรารถนา (Desires) ที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจากการเรียนรู้ก็ได้ แรงจูงใจเกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคลนั้น ๆ เอง ภายใน ได้แก่ ความรู้สึกต้องการ หรือขาดอะไรบางอย่าง จึงเป็นพลังชักจูง หรือกระตุ้นให้มนุษย์ประกอบกิจกรรมเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหรือต้องการนั้น ส่วนภายนอกได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่มาเร่งเร้า นำช่องทาง และมาเสริมสร้างความปรารถนาในการประกอบกิจกรรมในตัวมนุษย์ ซึ่งแรงจูงใจนี้อาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในหรือภายนอก แต่เพียงอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ อาจกล่าวได้ว่า แรงจูงใจทำให้เกิดพฤติกรรมซึ่งเกิดจากความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการเป็นสิ่งเร้าภายในที่สำคัญกับการเกิดพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีสิ่งเร้าอื่น ๆ เช่น การยอมรับของสังคม สภาพบรรยากาศที่เป็นมิตร การบังคับขู่เข็ญ การให้รางวัลหรือกำลังใจหรือการทำให้เกิดความพอใจ ล้วนเป็นเหตุจูงใจให้เกิดแรงจูงใจได้
 ทฤษฎีแรงจูงใจ
ทฤษฎีแรงจูงใจแบ่งออกได้เป็นทฤษฎีใหญ่ ๆ คือ
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behavioral View of Motivation)
ทฤษฎี นี้ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในอดีต (Past Experience) ว่ามีผลต่อแรงจูงใจของบุคคลเป็นอย่างมาก ดังนั้นทุกพฤติกรรมของมนุษย์ถ้าวิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่าได้รับอิทธิพลที่เป็นแรงจูงใจมาจากประสบการณ์ใน อดีตเป็นส่วนมาก โดยประสบการณ์ในด้านดีและกลายเป็นแรงจูงใจทางบวกที่ส่งผลเร้าให้มนุษย์มีความต้อง การแสดงพฤติกรรมในทิศทางนั้นมากยิ่งขึ้นทฤษฎีนี้เน้นความสำคัญของสิ่งเร้าภายนอก (Extrinsic Motivation)
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning View of Motivation)
ทฤษฎีนี้เห็นว่าแรงจูงใจเกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเอกลักษณ์และการเลียนแบบ (Identification and Imitation) จากบุคคลที่ตนเองชื่นชม หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคมจะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการแสดงพฤติกรรมของบุคคล
ทฤษฎีพุทธินิยม (Cognitive View of Motivation)
ทฤษฎีนี้เห็นว่าแรงจูงใจในการกระทำพฤติกรรมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้ (Perceive) สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว โดยอาศัยความสามารถทางปัญญาเป็นสำคัญ มนุษย์จะได้รับแรงผลักดันจากหลาย ๆ ทางในการแสดงพฤติกรรม ซึ่งในสภาพเช่นนี้ มนุษย์จะเกิดสภาพความไม่สมดุล (Disequilibrium) ขึ้น เมื่อเกิดสภาพเช่นว่านี้มนุษย์จะต้อง อาศัยขบวนการดูดซึม (Assimilation) และการปรับ (Accomodation) ความแตกต่างของประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ให้ ้เข้ากับประสบการณ์เดิมของตนซึ่งการจะทำได้จะต้องอาศัยสติปัญญาเป็นพื้นฐานที่สำคัญทฤษฎีนี้เน้นเรื่องแรงจูง ใจภายใน(intrinsic Motivation) นอกจากนั้นทฤษฎีนี้ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และการวางแผน ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับระดับของความคาดหวัง (Level of Aspiration) โดยที่เขากล่าวว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะตั้ง ความคาดหวังของตนเองให้สูงขึ้น เมื่อเขาทำงานหนึ่งสำเร็จ และตรงกัน ข้ามคือจะตั้งความตาดหวังของตนเองต่ำลง เมื่อเขาทำงานหนึ่งแล้วล้มเหลว
ทฤษฎีมานุษยนิยม (Humanistic View of Motivation)
แนวความคิดนี้เป็นของมาสโลว์ (Maslow) ที่ได้อธิบายถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ โดยที่ความต้องการจะเป็น ตัวกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมเพื่อไปสู่ความต้องการนั้น ดังนี้ถ้าเข้าใจความต้องการของมนุษย์ก็สามารถ อธิบายถึงเรื่องแรงจูงใจของมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน
องค์ประกอบของแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาปัจจุบันได้ศึกษาและสรุปว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจ มี 3 ด้านคือ
องค์ประกอบทางด้านกายภาพ (Biological Factor) ในองค์ประกอบด้านนี้จะพิจารณาถึงความต้องการทางกายภาพของมนุษย์ เช่น ความต้องการปัจจัย 4 เพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้
องค์ประกอบทางด้านการเรียนรู้ (Learned Factor) องค์ประกอบด้านนี้เป็นผลสืบเนื่องต่อจากองค์ประกอบข้อ 1 ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนไม่สามารถได้รับการตอบสนองความต้องการในปริมาณ ชนิด และคุณภาพตามที่ตนเองต้องการ และในหลาย ๆ ครั้ง สิ่งแวดล้อมเป็นตัววางเงื่อนไขในการสร้างแรงจูงใจของมนุษย์
องค์ประกอบทางด้านความคิด (Cognitive Factor)
ประเภทของแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาได้แบ่งลักษณะของแรงจูงใจออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
กลุ่มที่1 แรงจูงใจฉับพลัน (Aroused Motive) คือแรงจูงใจที่กระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรม ออกมาทันทีทันใด แรงจูงใจสะสม (Motivational Disposition หรือ Latent Motive) คือแรงจูงใจที่มีอยู่แต่ไม่ได้แสดงออกทันที จะค่อย ๆ เก็บสะสมไว้รอการแสดงออกในเวลา ใดเวลาหนึ่งต่อ
กลุ่มที่ 2 แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motive) คือแรงจูงใจที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งเร้าภายในตัวของบุคคลผู้นั้น
แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motive) คือแรงจูงใจที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งเร้าภายนอก
กลุ่มที่ 3 แรงจูงใจปฐมภูมิ (Primary Motive) คือแรงจูงใจอันเนื่องมาจากความต้องการที่เห็นพื้นฐานทางร่างกาย เช่น ความหิว, กระหาย แรงจูงใจทุติยภูมิ (Secondary Motive) คือแรงจูงใจที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากแรงจูงใจขั้นปฐมภูมิ
แรงจูงใจภายในและภายนอก (Intrinsic and Extrinsic Motivation) นักจิตวิทยาหลายท่านไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีพฤติกรรมนิยมที่อธิบายพฤติกรรมด้วยแรงจูงใจทางสรีระแลแรงจูงใจ ทางจิตวิทยาโดยใช้ทฤษฎีการลดแรงขับ เพราะมีความเชื่อว่า พฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์เกิดจากแรงจูงใจภายใน
แรงจูงใจภายใน หมายถึง แรงจูงใจที่มาจากภายในตัวบุคคล และเป็นแรงขับที่ทำให้บุคคลนั้นแสดงพฤติกรรม
โดยไม่หวังรางวัลหรือแรงเสริมภายนอก
ความมีสมรรถภาพ (Competence) ไวท์ ได้อธิบายว่าความมีสมรรถภาพเป็นแรงจูงใจภายใน ซึ่งหมายถึงความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไวท์ถือว่า มนุษย์เราต้องการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่วัยทารกและพยายามที่จะปรับปรุงตัวอยู่เสมอความต้องการมีสมรรถภาพจึงเป็นแรงจูงใจภายใน
ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ความอยากรู้อยากเห็นเป็นแรงจูงใจภายในที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่อยากค้นคว้าสำรวจสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากเด็กวัย 2-3 ขวบจะมีพฤติกรรมที่ต้องการจะสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แรงจูงใจภายนอก หมายถึง แรงจูงใจที่มาจากภายนอก เป็นต้นว่าคำชมหรือรางวัล
มอว์และมอว์ (MAW&MAW,1964) ได้เสนอแนะเครื่องชี้ (Indicators) ของความกระตือรือร้นของเด็กจากพฤติกรรมต่อไปนี้
เด็กจะมีปฏิกิริยาบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งที่ใหม่ แปลกและตีกลับคือมีการเคลื่อนไหว หาสิ่งเหล่านั้น
เด็กแสดงความอยากรู้เกี่ยวกับตนเองและสิ่งแวดล้อม
เด็กจะเสาะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เด็ก จะแสดงความเพียรพยายามอย่างไม่ท้อถอยในการสำรวจค้นพบสิ่งแวดล้อม
มอว์และมอว์ (Maw and Maw, 1964, 1965) ได้เน้นความสำคัญของความกระตือรือร้นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และสุขภาพจิต ความต้องการพัฒนาตน (Growth Needs) ก็เป็นความต้องการที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายใน ในการเรียนการสอน ครูมีหน้าที่ที่จะสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสค้นคว้าสำรวจและทดลองความสามารถของตน โดยจัดสิ่งแวดล้อมของห้องเรียนหรือจัดประสบการณ์ที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน
 รูปแบบของแรงจูงใจ
บุคคลแต่ละคนมีรูปแบบแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ซึงนักจิตวิทยาได้แบ่งรูปแบบ แรงจูงใจของมนุษย์ออกเป็นหลายรูปแบบที่สำคัญ มีดังนี้
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Excellence) ที่ตนตั้งไว้ บุคคลที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะไม่ทำงานเพราะหวังรางวัล
แต่ทำเพื่อจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว ้ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

มุ่งหาความสำเร็จ (Hope of Success) และกลัวความล้มเหลว (Fear of Failure)
มีความทะเยอทะยานสูง
ตั้งเป้าหมายสูง
มีความรับผิดชอบในการงานดี
มีความอดทนในการทำงาน
รู้ความสามารถที่แท้จริงของตนเอง
เป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีการวางแผน
เป็นผู้ที่ตั้งระดับความคาดหวังไว้สูง
แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliative Motive)ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ มักจะเป็นผู้ที่โอบอ้อมอารี เป็นที่รักของเพื่อน มีลักษณะเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อศึกษาจากสภาพครอบครัวแล้วผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์มักจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น บรรยากาศในบ้านปราศจาก การแข่งขัน พ่อแม่ไม่มีลักษณะข่มขู่ พี่น้องมีความรักสามัคคีกันดี ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
เมื่อทำสิ่งใด เป้าหมายก็เพื่อได้รับการยอมรับจากกล่ม
ไม่มีความทะเยอทะยาน มีความเกรงใจสูง ไม่กล้าแสดงออก
ตั้งเป้าหมายต่ำ
หลีกเลี่ยงการโต้แย้งมักจะคล้อยตามผู้อื่น
แรงจูงใจใฝ่อำนาจ (Power Motive) สำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่อำนาจนั้น พบว่า ผู้ที่มีแรงจูงใจแบบนี้ส่วนมากมักจะพัฒนามาจากความรู้สึกว่า ตนเอง "ขาด" ในบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ อาจจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ทำให้เกิดมีความรู้สึกเป็น "ปมด้อย" เมื่อมีปมด้วยจึงพยายามสร้าง "ปมเด่น" ขึ้นมาเพื่อชดเชยกับสิ่งที่ตนเองขาด ผู้มีแรงจูงใจใฝ่อำนาจจะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
ชอบมีอำนาจเหนือผู้อื่น ซึ่งบางครั้งอาจจะออกมาในลักษณะการก้าวร้าว
มักจะต่อต้านสังคม
แสวงหาชื่อเสียง
ชอบเสี่ยง ทั้งในด้านของการทำงาน ร่างกาย และอุปสรรคต่าง ๆ
ชอบเป็นผู้นำ
แรงจูงใจใฝ่ก้าวร้าว (Aggression Motive)ผู้ที่มีลักษณะแรงจูงใจแบบนี้มักเป็นผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดมากเกินไป บางครั้งพ่อแม่อาจจะใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นเด็กจึงหาทางระบายออกกับผู้อื่น หรืออาจจะเนื่องมาจากการเลียนแบบ บุคคลหรือจากสื่อต่าง ๆ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่ก้าวร้าว จะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้
ถือความคิดเห็นหรือความสำคัญของตนเป็นใหญ่
ชอบทำร้ายผู้อื่น ทั้งการทำร้ายด้วยกายหรือวาจา
แรงจูงใจใฝ่พึ่งพา (Dependency Motive)สาเหตุของการมีแรงจูงใจแบบนี้ก็เพราะการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ทะนุถนอมมากเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่ พึ่งพา จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
ไม่มั่นใจในตนเอง
ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง มักจะลังเล
ไม่กล้าเสี่ยง
ต้องการความช่วยเหลือและกำลังใจจากผู้อื่น

อย่าท้อ

อย่าท้อ
เขียนโดย ผศ.สุภวรรณ พันธุ์จันทร์
บทความเวบไซต์วันนี้เริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ ว่าอย่าท้อ แม้ว่าเป็นประโยคสั้น ๆ แต่ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นกับใครแล้ว อาการนี้จะเข้ามาทำลายความสมดุลในตัวเรา เข้ามาแทรกในความรู้สึกนึกคิด ทำให้พลังและศักยภาพของเราลดน้อยลงกว่าครึ่ง

ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน มีหลายเรื่องที่เราสมหวัง และก็มีอีกหลายเรื่องเหมือนกันที่เรารู้สึกเสียใจ พูดไม่ออกบอกกับใครก็ไม่ได้ หรือถ้าบอกไปแล้ว....อาจทำให้ความทุกข์ที่มีอยู่ มีมากกว่าเดิม อาการที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก บางครั้งเหนื่อย เบื่อ อ่อนล้า มีความคับข้องใจ ตัดสินปัญหาง่ายๆที่น่าจะทำได้ แต่ก็ทำไม่ได้ ทางจิตวิทยาเราเรียกว่า อาการท้อ หรือถ้าพูดให้เป็นวิชาการหน่อย เราเรียกอาการเช่นนี้ว่า ความท้อถอย
ในเรื่องความท้อถอย มักเกิดขึ้นกับบุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลในช่วงอายุอื่นจะไม่มีความท้อ บางท่านอาจเกิดอาการท้อเป็นช่วงๆ บางท่านโชคดีไม่รู้จักความท้อ แต่มีหลายท่านที่รู้จัก และหลายท่านที่กำลังท้อ ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้ รายการราชมงคลมีแนวทางที่จะช่วยให้ท่านบรรเทาความท้อลงได้บ้าง
มนุษย์เรามีความท้อถอยซึ่งสามารถสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ คือ
1. ลักษณะของความท้อถอยทางด้านอารมณ์ หรือ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ ได้แก่ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความอ่อนล้า หมดเรี่ยวหมดแรง เกิดความเครียด ความคับข้องใจ ไม่สบอารมณ์ไปทุกเรื่อง
2. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ได้แก่ ลักษณะของบุคคลที่ไม่สนใจในพฤติกรรมของใครๆ ไม่ยินดียินร้าย ใครจะทักก็ช่างใครไม่ทักก็ช่าง ไม่ใส่ใจพฤติกรรมคนอื่น มีเจตคติและแนวคิดที่ไม่ดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ร้าย ระแวง ไม่ไว้ใจคนอื่นมองเห็นเพื่อนไม่ใช่เพื่อน คิดทำร้ายตนเองและคิดว่าคนอื่นจะทำร้ายตนเช่นกัน บุคคลในกลุ่มนี้จะรู้สีกว่าตนเองด้อยค่า มีความรู้สึกทางด้านลบ
3. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานของตน บางท่านรู้สึกเองว่าตนเองไร้ความสามารถ การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจ บุคคลกลุ่มนี้จะมองคุณค่าของตนเองต่ำ
ความท้อถอย อาจแบ่ง ได้ 3 ระดับ คือ ความท้อถอยในระดับสูง ความท้อถอยในระดับกลาง และความท้อถอยในระดับต่ำ โดยในแต่ละระดับบุคคลจะมีพฤติกรรม ดังนี้คือ
ความท้อถอยในระดับสูง คนๆนั้นจะมีความอ่อนล้าทางอารมณ์ค่อนข้างมากและมีความรู้สึกด้อยในคุณค่าของตนเองมากเช่นกัน แต่ในเรื่องความสำเร็จของงานบุคคลในกลุ่มนี้จะรู้สึกว่างานของตนไม่พัฒนา หรือไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร หรืองานอยู่ในระดับต่ำนั่นเอง
ความท้อถอยในระดับปานกลาง บุคคลประเภทนี้ จะมีความท้อในในสามลักษณะที่กล่าวมาในระดับปานกลาง เรียกได้ว่าอาการท้อถอยมีเหมือนกันแต่มีในระดับกลางๆ ยังไม่เข้ามาทำลายอารมณ์และความรู้สึกมากนัก
ความท้อถอยในระดับต่ำ บุคคลในกลุ่มนี้น่าสนใจเพราะ บุคคลในกลุ่มนี้จะมีความท้อถอยในเรื่องความอ่อนล้าทางอารมณ์และความรู้สึกด้อยคุณค่าในตนเองต่ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ บุคคลในกลุ่มนี้ จะมีความสำเร็จส่วนบุคคลสูง
มีนักจิตวิทยาหลายท่านได้อธิบายสาเหตุของความท้อถอยของบุคคลว่ามีสาเหตุดังต่อไปนี้
ประการแรกทางด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นปัจจัยภายในที่ทำให้บุคคลมีอาการท้อถอย บุคลิกภาพที่ทำให้บุคคลท้อถอย คือ
q บุคลิกภาพที่พึ่งพาคนอื่น เป็นบุคคลที่กลัวง่าย วิตกกังวลง่าย ชอบที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ทำงานตามคำสั่ง กลุ่มคนพวกนี้ถ้าเกิดอาการท้อ จะท้อถอยอย่างรุนแรง
q บุคลิกภาพที่ขาดความอดทน ขาดความอดกลั้น บุคคลประเภทนี้มักเป็นคนหัวดื้นบอกไม่ฟังเคารพความคิดเห็นของตนเองว่าถูกต้อง ปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่น บุคคลประเภทนี้มักไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว และชีวิตงานเพราะความดื้อของตน จึงเป็นสาเหตุให้สะสมความท้อไว้ในตัวค่อนข้างมาก
q บุคลิกภาพที่เชื่อมั่นตนเองสูง คิดแต่ว่าตนเองเก่ง ชอบเอาแต่ใจตนเองจนเป็นนิสัย มั่นใจจนทำงานพลาดมองไม่เห็นปัญหาของตน นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ตัวเองเชื่อว่าตนเองถูก ตนเองทำดี พอท้ายสุดไม่ถูก ไม่ดี ไม่เก่ง อย่างที่ตนเองคิด ความท้อถอยก็เกิด
q บุคลิกภาพที่มีความรับรู้ตนเองต่ำ จิตใจไม่มั่นคง ไม่มั่นใจไปซะทุกเรื่อง ทำอะไรก็รู้สึกผิดไปทุกอย่าง คนในกลุ่มนี้มีความท้อแน่นอน
ประการที่สองทางด้านอายุ
การวิจัยจากหลายหน่วยงานทั้งจากต่างประเทศและในประเทศพบว่า บุคคลที่มีอายุน้อย ความท้อถอย มีมากกว่าบุคคลที่สูงอายุ ทั้งนี้เพราะ ความท้อถอยมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ วุฒิภาวะ การรู้จักชีวิตมากขึ้น รวมไปถึงบุคคลที่มีความสามารถในการปรับตัวได้ย่อมมีความท้อถอยในระดับต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีอายุ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจะไม่มีคามท้อถอยนะคะ เราทุกคนอาจเกิดอาการท้อถอยได้เช่นกันแล้วแต่ระดับความรุนแรงของปัญหาและวิธีการเลือกแนวทางแก้ไขของแต่ละท่าน แต่สำหรับข้อนี้ เชื่อว่าอายุน้อยความรุนแรงของความท้อ ก็มีมาก ถ้าเรามีเด็ก ๆ ในปกครอง เราอย่าสร้างความกดดันให้เขาคะ อย่าคาดหวังว่าเขาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเป็นสิ่งที่เราขีดเส้นให้เดิน ความคิดเช่นนี้จะทำให้ตัวท่านสร้างความกดดันให้เด็กๆในปกครอง จงให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น สอนเรื่องคุณธรรม และการดำรงตนอย่างถูกทำนองคลองธรรม เท่านี้ความท้อก็ไม่เกิดกับเด็กๆในปกครองแต่ถ้าท่านยิ่งมีอายุสูงหน้ากากทางสังคมยิ่งสูง มีพฤติกรรมเสแสร้ง ตัวตนภายนอกกับตัวตนภายในไม่สอดคล้องกัน นานวัน อายุมากขึ้นท่านก็จะกลายเป็นคนเริ่มท้อ เหนื่อย ล้า และอ่อนเปลี้ยใจในที่สุด พอถึงเวลานี้แม้อายุจะมาก ประสบการณ์จะมากสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยท่านเลย
ประการที่สามสถานภาพการสมรส
ความท้อมักเกิดกับคนโสดมากกว่าคนสมรสแล้ว ความท้อยังสัมพันธ์กับความเหงา คนโสดทั้งหญิงและชาย ถ้าเกิดอาการท้อถอย บุคคลในกลุ่มนี่จะเกิดอาการนานและค่อนข้างรุนแรง แต่สำหรับบุคคลสมรสแล้ว ถ้าสภาพการสมรสเป็นไปด้วยดีมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ครอบครัวเข้าใจกัน ครอบครัวมีความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐาน เมื่อมีปัญหาใดในครอบครัวก็สามารถจัดการได้ในเวลาไม่นานนัก บุคคลที่มีครอบครัวอย่างที่กล่าวความท้อย่อมอยู่ในระดับต่ำ แต่ถ้าบุคคลที่มีครอบครัวดีแต่ชีวิตการทำงานล้มเหลว หรือไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องงาน บุคคลก็จะมีความท้อถอยมาก และผู้ชายจะมีอาการท้อถอยมากกว่าผู้หญิงในกรณีนี้เพราะเมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น ฐานะครอบครัวดีขี้น ลูกๆดี สิ่งทีผู้ชายปรารถนาคือ การก้าวไปสู่ตำแหน่งของงานที่สูงกว่าแต่ถ้าเผอิญงานล้มเหลว ผู้ชายจะมีระดับความท้อมาก ความสุขของครอบครัวความสำเร็จของงานเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ในการมีชีวิตบางครั้งเราคงไม่ได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าบุคคลยอมรับสภาพ และพยายามลดความต้องการของตนมา ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการเล่นเกม จริงใจต่องาน จริงใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำงานเพราะงานนั้นเป็นงานของเราไม่คาดหวังอะไรมากนัก บ้างครั้งอาจเกิดความสุขได้เช่นกัน การแข่งขันที่ดีที่สุดคือการแข่นขันกับตัวเอง ไม่เอาคนอื่น สิ่งอื่นมาเป็นเงื่อนไขของสิ่งใดๆทั้งสิ้น เท่านี้ความท้อก็ห่างไกลตัวเรา การที่เรามีครอบครัวดี ความสำเร็จในชีวิตมากกว่าครึ่งแล้ว
ประการที่สี่การปฏิบัติงานในความรับผิดชอบ
ท่านเชื่อหรือไม่ว่าอาการท้อของบุคคลมีสาเหตุมาจากการปฏิบัติงานอยู่หลายเปอร์เซ็นเช่นกัน ถ้าเป็นช่วงแรกๆของการทำงาน เริ่มตั้งแต่ 2 ปีแรกของการทำงานบุคคลจะเกิดความท้อได้ง่าย ยิ่งปฏิบัติงานแบบไม่มีใครช่วยใคร บุคคลยิ่งเกิดอาการท้อมากขึ้น แต่ก็มีบางท่านที่เข้าสู่ระบบงานโดยมีเพื่อนร่วมงาน มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือดี บุคคลประเภทนี้นับว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะจะมีอาการท้อถอยน้อยมาก เมื่อมีปัญหาใดๆก็มีเพื่อนคอยแนะมีพี่คอยชี้ทาง แต่บุคคลที่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ยืนอยู่ด้วยขาของตนอง มีปัญหาใดๆมากระทบ ความท้อถอยจึงเกิดขึ้นได้ง่าย แก้ปัญหาความท้อไม่ได้ งานก็ทำไม่สำเร็จเดี๋ยวก็เกิดปัญหานั่นปัญหานี่ งานในความรับผิดชอบก็ตกต่ำลง บางที่งานยังไม่ถึงกับตกต่ำแต่เกิดอาการท้อได้
การแก้ไขอาการท้อ หรือ การสร้างพลังไม่ให้เกิดความท้อถอย สามารถกระทำได้ดังนี้ คือ
1. ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง อาการท้อถอยเกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยอ่อน ล้า เกิดความหวั่นไหวทางอารมณ์ ความวิตกกังวลอยู่ในระดับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรเราต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าที่ท้อ ๆ อยู่นี่มันมาจากสาเหตุของครอบครัว สาเหตุจากงาน เพื่อนร่วมงาน ระบบงาน หรือสาเหตุอะไร พอได้สาเหตุนั้นแล้วเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เรียงลำดับของปัญหาก่อนหลัง ปัญหาใดที่มีความรุนแรงน้อยเอามาแก้ก่อน พอเริ่มแก้ไขได้ ก็เริ่มแก้ไขปัญหาลำดับถัดไป บางท่านมีสไตล์ไม่เหมือนใคร ท่านอาจแก้ที่ปัญหาใหญ่เลย ความท้ออันใหญ่หมดก่อนค่อยๆแก้สาเหตุแห่งความท้อเล็กๆ ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่าน เพราะคนที่รู้ดีว่าวิธีการใดดีที่สุดก็คือตัวท่านเอง
2. อย่าเป็นคนตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม เพราะสิ่งต่างๆในชีวิตไม่สมดุลอย่างที่คิด ยิ่งความคาดหวังกับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานบางครั้งมันอาจเดินสวนทางกัน ส่วนปัจจัยใดไม่อาจสรุปได้ หรือไม่อาจเดาใจเจ้านายได้ พอมาถึงขั้นนี้ให้คิดเสียว่า ความหวัง ความปรารถนาของเราสูงไป ทำให้เราไปไม่ถึงดวงดาว ก็ทำงานกันไป ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ยึดงานเป็นตัวตั้งอย่ายึดความท้อเป็นเพื่อนร่วมทางชีวิต บางทีหลายสิ่งหลายอย่างในวันนี้ที่ไม่ดีเราอาจได้ดีในส่วนอื่นก็ได้ เรียกได้ว่าเมื่อมีชีวิตก็หวังกันไป ให้กำลังใจตัวเองไป ถ้าเราไม่รู้จักให้กำลังใจตนเองใครที่ไหนจะคอยมาให้กำลังใจเรา
3. สร้างเจคติเรื่องงานใหม่ ให้ท่านคิดว่า งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน ทำงานมากๆงานก็จะคุ้มครองคนทำงานเสมอ อย่าท้อ เช้าขึ้นมาเรารับประทานอาหารหลายอย่างแต่เราไม่กินอยู่อย่างหนึ่งคะ คือไม่กินลูกท้อ ไม่กินลูกหมากรากไม้อะไรที่ทำให้เราห่อเหี่ยว สร้างเจตคติใหม่ด้วยตัวเราเอง สร้างพลังและศักยภาพด้วยตัวเรา ไม่เอาตัวเราเปรียบเทียบกับคนอื่น เท่านี้ความท้อ ไม่มาเยือนท่านแน่
 

ที่มา http://socialscience.igetweb.com/index.php?mo=3&art=71552

Thursday, October 8, 2009

ดูหนัง BAND OF BROTHERS : เพื่อนตายสหายศึก

หนังอีกเรื่องที่เป็นประวัติศาสตร์การรบระหว่างพันธมิตรกับฝ่ายอักษะหรือเยอรมัน สะท้อนการรบ ความโหดร้ายของสงคราม เป็นหนังที่ถือเป็นอีกสุดยอดหนังสงครามที่ดูแล้ว ทำให้ผู้ชมคล้อยตามและอินไปกับบทบาทของเหล่าทหารกล้าเหล่านี้ ตัวผมเองได้เคยดูหนังเรื่องนี้ที่ฉายทาง UBD ช่อง HBO และขระศึกษาหลักสูตรทางทหารอื่นๆ ผู้สอนก็มีการนำเอาแผ่นหนังเรื่องนี้มาเป็นกรณีศึกษา และเปิดให้ดูบ่อยๆ จัดเป็นหนังสำหรับผู้ชื่นชอบแนวการรบ ทหาร การสงคราม ได้เป็นอย่างดี ใครที่เป็นทหาร น่าจะดู และเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยพลร่ม ซึ่งเป็นหน่วยที่มีบทบาทสำคัญในการรบในครั้งนี้ครับ หลังจาก search จาก google ก้พบข้อมูลการ review หนังเรื่องนี้ที่น่าสนใจ จากท่าน พลเอก บัญชร ชวารศิลป์ หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงท่านด้านการเขียนหนังสือ เป็นหนังเขียนอะไรทำนองนี้ (ไม่รู้ใช่ท่านหรือเปล่า) ก็เลยขออนุญาตินำมาเผยแพร่ต่อครับ (โดยอ้างอิงแหล่งที่มาท้ายบทครับ)
ดูตัวอย่างหนังจาก youtube เจ้าเก่าครับ กับบทบาทที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ สุดๆ คือการกระโดดร่มของเหล่าพลร่มนับหมื่นๆ นายลงสู่สนามรบ ครับ

Wednesday, October 7, 2009

อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือ Leave No man behind

เป็นหนังแนวสงครามดราม่าอีกเรื่องหนึ่งที่ผมชอบดู และรู้สึกอินไปกับบทของหน่วย Ranger ของสหรัฐที่สามารถปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ทหารที่ตกอยู่ในวงล้อมของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว โดยไม่คำนึงถึงเลือด เนื้อและชีวิตที่จะเสียไป ถือป็นแรงจูงใจส่วนตัวให้มีความรักชาติ รักสามัคคี เสียสละ ของทหารหาญทุกคนได้เป็นอย่างดีครับ จริงๆ แล้วของไทยเราก็มีเหล่าทหารกล้าผู้เสียสละ เลือก เนื้อและชีวิต ปกป้องเอกราชอธิปไตยของไทย จำนวนมากเช่นกัน สมควรได้รับการเชิดชูและเผยแพร่ความดี ความกล้าหาญต่อสาธารณชนเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่าการจัดทำสื่อหรือการนำมาเผยแพร่ยังไม่มากเท่าที่ควร ยกเว้นในกรณีของผู้กองแคน และหมวดตี้ ที่ดูเหมือนจะมีการเชิดชูเกียรติกันผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตกันมากเช่นกัน และส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะมีผู้กำกับหนังสักค่ายนำเรื่องราวของคนทั้งสองมาทำเป็นบทภาพยนตร์เพื่อถ่ายทอดให้คนไทยได้ชมกัน ในภาวะที่บ้างเมืองเราแบ่งสีแบ่งข้างกันมากเหลือเกินในตอนนี้
ดูตัวอย่างหนังที่ผมชอบ และแนะนำให้ผู้อ่าน blog ของผมด้วยครับ